What is the United Nations ?

สหประชาชาติคืออะไร ?

 

สหประชาชาติคือองค์การของประเทศที่สมัครใจร่วมกันทำงานเพื่อสันติภาพของโลก

เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติคืออะไร

วัตถุประสงค์หลัก 4 ประการของสหประชาชาติ ได้แก่

  1. รักษาสันติภาพทั่วโลก
  2. พัฒนาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรในหมู่ประเทศ
  3. ทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือคนจนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ขจัดโลกภัยไข้เจ็บและความไม่รู้หนังสือในโลก และส่งเสริมให้เกิดความเคารพในสิทธิและเสรีภาพของกันและกัน
  4. เป็นศูนย์สำหรับช่วยเหลือประเทศต่างๆ ให้บรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้

สมาชิกของสหประชาชาติคือใคร

สมาชิกภาพขององค์การสหประชาชาติเปิดทั่วไปแก่ประเทศผู้รักสันติทั้งหมด เมื่อประเทศหนนึ่งเข้าเป็นสมาชิกในองค์การสหประชาชาติ ประเทศนั้น ต้องยอมรับกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรแสดงออกถึงความหวังของสมาชิกในสันติภาพของโลก ตลอดจนแนวทางการทำงานสู่เป้าหมายนั้น
<members of the United Nations>

สหประชาชาติเริ่มต้นอย่างไร Click here to see UN Pictorial History
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนำความทุกข์อับใหญ่หลวงมาสู่ประชาชนหลายล้านคน ก็ได้เกิดความรู้สึก ในส่วนลึกทั่วไปว่า จะต้องหาหนทางที่จะ รักษาสันติภาพขึ้นไว้ในหมู่ประเทศ ความคิดในการจักตั้ง องค์การสหประชาชาติมิได้เกิดขึ้นโดยเร็วพลัน แต่ได้ใช้เวลาวางแผนหลายปี ก่อนที่องค์การจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง โยงใยในเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มขึ้นเมื่อ :

1. ประธานาธิบดีแฟงค์กลิน ดี รูสเวลท์แห่งสหรัฐฯ และนายวินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีแห่ง สหราาชอาณาจักรได้จัดประชุมลับ บนเรือรบ ในมหาสมุทรแอตแลนติก ทั้งสองฝ่ายรือแผน สำหรับโลกที่ปราศจากสงคราม ในวันที่ 14 สิงหาคม ปี 1941 บุรุษทั้งสองได้ประกาศ แผนการสันติภาพ โดยเรียกแผนนี้ว่า กฎบัตรแอตแลนติก

2. ในวันที่ 1 มกราคม ปี 1942 ผู้แทนจาก 26ประเทศ ได้ประชุมกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และได้ลงนามใน คำประกาศสหประชาชาติ ทุกคนให้คำมั่นสัญญาที่จะเอาชนะสงครามและ ยอมรับในกฎบัตรแอตแลนติก

3. ในเดือนตุลาคม ปี 1943 ผู้แทนประเทศจีน สหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ได้ประชุมกัน ที่กรุงมอสโคว์ และเห็นพ้องที่จะตั้ง องค์การระหว่างประเทศขึ้นมา เพื่อผดุงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคง สัญญาข้อตกลงนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ คำประกาศกรุงมอสโคว์

4. ในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของปี 1944 ได้มีการจัดทำแผนอันแน่นอนสำหรับ องค์การระหว่างประเทศขึ้น ในที่ประชุมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การประชุมนี้มีชื่อเรียกว่า การประชุม ดัมบาร์ตันโอ๊ค เพราะเป็นการประชุมในไร่ชื่อดัมบาร์ตันโอ๊ค

5. ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1945 ประธานาธิบดีรูสเวลล์ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล และนายกรัฐมนตรี โจเซฟ สตาลิน ได้ประชุมกันที่เมืองดัลต้า ในสหภาพโซเวียต ณ ที่นั้น ทุกฝ่ายได้เห็นพ้องในระบบการ ลงคะแนนเสียง ที่จะใช้ในคณะมนตรีความมั่นคง นอกจากนั้น ยังลงมติให้จัดการประชุม รวมชาติต่างๆ กันที่ซานฟรานซิสโก

6. ผู้แทนของ 50 ประเทศ ได้มาประชุมกันที่เมืองซานฟรานซิสโก ระหว่างวันที่ 25 เมษายนและ 26 มิถุนายน 1945 โดยได้ร่างและยอมรับ อย่างเอกฉันท์ในกฎบัตรสหประชาชาติ และออกกฎหมาย ของศาลสถิตธรรมระหว่างประเทศ

ในวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1945 หลังจากผู้แทนได้ลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ และองค์การสหประชาชาติ ได้กำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว จึงเป็นที่มาการเฉลิมฉลองตลอดทั่วโลก วันที่ 24 ตุลาคม - วันสหประชาชาติ

สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติอยู่ที่ไหน Click here to see the United Nations Headquarters, New York

ในการประชุมครั้งแรกของสมัชชาได้มีขึ้นที่กรุงลอนดอน ได้มีการตกลงให้สำนักงานใหญ่ถาวร ขององค์การอยู่ในสหรัฐ ในเดือนธันวาคม ปี 1946 จอห์น ดี.ร็อกกี้เฟลเลอร์ จูเนียร์ ได้มอบเงินกว่า 8 ล้านเหรียญ เป็นของขวัญสำหรับซื้อที่ดินตามแนวฝั่งของอีสท์ ริเวอร์ ในนครนิวยอร์ค ที่เหลือเป็นที่ดินที่ได้รับ มอบจากนครนิวยอร์ค

อาคาร 4 หลัง ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ได้แก่ อาคารสมัชชา รูปโดมทรงเตี้ย อาคารสำนักเลขาธิการซึ่งเป็นหอคอยสูง 39 ชั้น ทำด้วยกระจกและหินอ่อน อาคารหอประชุม ทรงเตี้ยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ขนานไปกับลำน้ำ และห้องสมุด ดั๊ค ฮัมมาโชลด์ อยู่ตรงมุมทางตะวันตกเฉียงใต้

แม้ว่าสำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ค ที่ดินและอาคารจัดเป็น เขตระหว่างประเทศ หมายความว่า สหประชาชาติสร้าง กฎหมายของตนเอง มีธงชาติของตนเอง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งทำหน้าที่ตรวจตราพื้นที่ของตน นอกจากนั้น ยังมีสำนักงาน ไปรษณีย์ของตน และออกดวงตราไปรษณียากร ของตนเองอีกด้วย

องค์การสหประชาชาติมีการจัดวางอย่างไร

หน่วยงานหลักสำคัญ 6 แห่ง ได้แก่ (Organization Chart of the United Nations System)

สมัชชา (General Assembly)Click here to see the 57th General Assembly Session

สมัชชาเป็นหน่วยงานกลางของสหประชาชาติ เป็นที่ซึ่งทุกประเทศสามารถกล่าวแสดง ความคิดเห็นและเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นที่รับรู้ ประเทศที่เป็น สมาชิกทั้งหมดของสหประชาชาติ จะมีผู้แทน ประจำ ณ ที่นี้ แต่ละประเทศมีคะแนนเสียงเช่นเดียวกับประเทศอื่น ไม่ว่าประเทศนั้นจะยากจนหรือร่ำรวย มีขนาดใหญ่โตหรือขนาดเล็ก แต่ละประเทศต่างมีเพียงคะแนนเสียงเดียว ปัญหาสำคัญจะตัดสินด้วย คะแนนเสียงส่วนใหญ่สองในสาม

สมัชชาจะประชุมปกติปีละครั้ง เริ่มในวันอังคารสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน แต่การประชุมฉุกเฉินอาจมีขึ้นได้ทุกเมื่อ สมัชชาจะเลือกประธานทุกปี เพื่อทำหน้าที่เป็นประธาน หรือดำเนินการประชุม ต่างๆ ในสมัชชา

สมัชชาสามารถหารือและทำข้อเสนอแนะได้ทุกเรื่อง (ยกเว้นในเรื่องที่คณะมนตรีความมั่นคง ดำเนินการอยู่แล้ว) สมัชชาจะรับรายงานจากคณะ มนตรีความมั่นคง และหน่วยงานสำคัญอื่นของ สหประชาชาติ ตลอดจนจาก เลขาธิการใหญ่ สมัชชามีหน้าที่รับสมาชิใหม่ตามคำเสนอแนะของ คณะ มนตรีความมั่นคง นอกจากนั้น ยังแต่งตั้ง เลขาธิการใหญ่ ตามคำเสนอแนะของคณะมนตรีความ มั่นคง และยังทำหน้าที่เลือกสมาชิกของหน่วยงานอื่นๆ ด้วย สมัชชาใหญ่ยังเป็นผู้ตัดสินว่า ประเทศ สมาชิกควรจ่ายเงินดำเนินการสหประชาชาติเป็นจำนวนเท่าใด และควรใช้เงิน เหล่านี้อย่างไร

มติที่รับรองโดยสมัชชาเป็นเพียงข้อแนะนำต่อประเทศสมาชิก มิใช่เป็นการบีบบังคับทางกฎหมาย กระนั้นก็ตามข้อเสนอแนะดังกล่าวมีน้ำหนักมาก เพราะสมัชชาเป็นตัวแทนของเสียงและความคิดทั่วไป ของเกือบทุกประเทศในโลก

คณะมนตรีความมั่นคง (Security Council)Click here to see a selection of photos from Security Council meetings

คณะมนตรีความมั่นคง ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นผู้ดูแลสำคัญในเรื่องสันติภาพของโลก ในขณะ ที่สมัชชา สามารถหารือในเรื่องที่เป็นกังวลของโลก คณะมนตรีความมั่นคงจะหารือเฉพาะ เรื่องของ ปัญหาสันติภาพ และความมั่นคง สมาชิกทั้งหมดของสหประชาชาติ ยินยอมที่รับมติของ คณะมนตรีความ มั่นคงและปฏิบัติตามข้อมตินั้นๆ

คณะมนตรีความมั่นคงประกอบด้วยสมาชิก 15 ประเทศ โดยมี 5 ประเทศเป็นสมาชิกถาวร ได้แก่ จีน, ฝรั่งเศส, สหพันธ์รัสเซีย, สหราชอาณาจักร และ สหรัฐ

สมาชิอื่นอีก 10 ประเทศ มาจากการเลือกของสมัชชาเพื่อดำรงวาระสมัย 2 ปี

คณะมนตรีความมั่นคงแตกต่างจากสมัชชาตรงที่ไม่มีการประชุมปกติ แต่อาจเรียกประชุมด่วน ได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าประเทศใดที่เป็นสมาชิกหรือ มิใช่สมาชิกของสหประชาชาติ หรือเลขาธิการ อาจนำเรื่องที่เป็นปัญหาขัดแย้ง หรือภัยคุกคามต่อสันติภาพเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงได้ทุกเมื่อ

ประเทศสมาชิกต่างผลัดเปลี่ยนกันเป็นประธานคณะมนตรีครั้งละ 1 เดือน โดยเรียงลำดับ ตามชื่อประเทศ ในอักษรภาษาอังกฤษ

การลงคะแนนเสียงในคณะมนตรีความมั่นคง จะแตกต่างจากสมัชชาตรงที่มติสำคัญจะผ่านที ่ประชุมด้วยคะแนนเสียง "ตอบรับ" จากสมาชิก 9 ประเทศ แต่ถ้าสมาชิกถาวรหนึ่งใดใน 5 ประเทศ "ตอบปฏิเสธ" หรือที่เรียกว่า วีโต้ มตินั้นก็จะไม่ผ่านที่ประชุม ส่วนในสมัชชาประเทศสมาชิก แต่ละประเทศมีคะแนนเสียง 1 คะแนน

คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม (Economic and Social Council)Click here to see the Economic and Social Council

คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม หรือที่เรียกอย่างสั้นๆ ว่า "ECOSOC" มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เศรษฐกิจ การค้า การขนส่ง การขยายอุตสาหกรรม และปัญหาการพัฒนาและสังคม รวมทั้งเรื่อง ประชากร เด็ก ที่อยู่อาศัย สิทธิสตรี การแบ่งผิว ยาเสพติด อาชญากรรม สวัสดิการสังคม เยาวชน สิ่งแวดล้อมมนุษย์ และอาหาร นอกจากนั้นยังให้ข้อเสนอแนะในวิธีการปรับปรุงการศึกษาภาวะอนามัย ตลอดจนส่งเสริมให้ เกิดการเคารพและยึดถือ ในเรื่องสิทธิมนุษยชน และความเป็นอิสระเสรีของประชาชนทุกแห่ง

"ECOSOC" ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 54 ประเทศ ที่ได้รับเลือกจากสมัชชาให้เข้ามา ปฏิบัติหน้าที่ เป็นระยะเวลา 3 ปี สมัยประชุมปีละ 1 ครั้ง มติของคณะมนตรีฯ จะต้องผ่านด้วยคะแนน เสียงส่วนใหญ่

งานของ "ECOSOC" ใหญ่โตเกินกว่าหน่วยงานเดียวจะรองรับ ดังนั้น จึงมีคณะกรรมาธิการ หลายชุด เข้ามาช่วยทำงาน หรือที่รูจักกันในนามของ คณะกรรมาธิการปฏิบัติหน้าที่ และให้คำแนะนำแก่ "ECOSOC" ในเรื่องเฉพาะ อันได้แก่:

นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมาธิการภูมิภาคซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับปัญหาพิเศษของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ต่างกันออกไป อันได้แก่

  • ECA คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับแอฟริกา
  • ECE คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับยุโรป
  • ECLAC คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับละตินอเมริกาและคาริเบียน
  • ESCAP คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก
  • ESCWA คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียตะวันออก

ECOSOC มิได้อาศัยคณะกรรมาธิการปฏิบัติหน้าที่และคณะกรรมาธิการภูมิภาค ในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น แต่ยังอาศัยหน่วยงาน ชำนัญพิเศษและโครงการต่างๆ ของสหประชาชาติด้วย บ่อยครั้งที่ต้องทำงานร่วมกันในโครงการเฉพาะต่างๆ หลายโครงการ

สหประชาชาติมีหน่วยงานชำนัญพิเศษ แต่ละหน่วยงานจะมีสมาชิกงบประมาณ และสำนักงานใหญ่ของตนเอง โดยทำหน้าที่ศึกษาปัญหา ทำข้อเสนอแนะและให้ความช่วยเหลือ ประเทศกำลังพัฒนาในสาขาพิเศษ หน่วยงานเหล่านั้น ได้แก่

ILO องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization)
FAO องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations)
UNESCO องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Science and Culture Organization)
WHO องค์การอนามัยโลก (World Health Organization)
WORLD BANK Group:

  • IBRD ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา
    (World Bank)/International Bank for Reconstruction and Development)
  • IDA การพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Association)
  • IFC กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation)
  • MIGA สำนักประกันการลงทุนพหุภาคี (Multilateral Investment Guarantee Agency)
  • ICSID (International Centre for Settlement of Investment Disputes)

IMF กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund)
ICAO องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization)
UPU สหภาพไปรษณีย์สากล (Universal Postal Union)
ITU สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union)
WMO องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization)
IMO องค์การกิจการทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization)
WIPO องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Poperty Organization)
IFAD กองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural Development)
UNIDO องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization)
WTO องค์การการค้าโลก (World Trade Organization) ----[ Although not a specialized agency it cooperates with the United Nations.]

โครงการสหประชาชาติบางสถาบันที่สมัชชาจัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานในสาขาเฉพาะด้าน ยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคม และโดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องรายงานต่อสมัชชาและคณะมนตรีฯ หน่วยงานที่เป็นโครงการ ได้แก่

UNICEF กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children's Fund)
UNHCR สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commossioner for Refugees)
WFP โครงการอาหารโลก (World Food Programme)
UNITAR สถาบันสหประชาชาติเพื่อการฝึกอบรมและการวิจัย (United Nations Institute for Training and Research)
UNCTAD ที่ประชุมสหประชาชาติเรื่องการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development)
UNDP โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme)
UNFPA กองทุนเพื่อกิจกรรมประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund)
UNEP โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme)
UNU มหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (United Nations University)
INSTRAW สถาบันวิจัยและฝึกอบรมระหว่างประเทศเพื่อความก้าวหน้าของสตรี (International Research and Training Institute for the Advancement of Women)
UNCHS ศูนย์เพื่อการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (United Nations Centre for Human Settlements)

คณะมนตรีภาวะทรัสต (Trusteeship Council)Click here to see Trusteeship Council

เมื่อเริ่มก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ ยังมีบางส่วนของโลก ที่ประชาชนยังไม่อาจเลือกรัฐบาล ปกครองตนเองได้ สถานที่ดังกล่าวจึงถูกนำเข้ามา อยู่ภายใต้การคุ้มครองพิเศษของสหประชาชาติ และมีชื่อเรียกว่า ดินแดนทรัสตี คณะมนตรีภาวะทรัสตีจะตรวจตราความก้าวหน้าทางสังคม ของประชาชนที่อาศัย อยู่ในดินแดนเหล่านี้ เดิมทีเดียว ดินแดนดังกล่าวมีอยู่ 11 แห่ง ส่วน ใหญ่อยู่ในแอฟริกาและมหาสมุทรแปซิฟิก

คณะมนตรีภาวะทรัสตีประกอบด้วยสมาชิกถาวรในคณะมนตรีภาวะทรัสตี ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส สหพันธ์รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา สมาชิกแต่ละประเทศมีคะแนนเสียงเพียงเสียงเดียว และมติจะผ่านก็ด้วย คะแนนเสียงส่วนใหญ่ โดยปกติคณะมนตรีภาวะทรัสตีจะประชุมปีละครั้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน โดยศึกษารายงานจากประเทศที่รับหน้าที่ในเรื่องดินแดนทรัสตี ทำการตรวจสอบว่าดินแดนนั้นได้ถูกนำไป สู่การเป็นเอกราช หรือปฏิบัติการโดยข้อตัดสินใจของตนเอง นอกจากนั้น ยังตรวจดูเรื่องราวคำร้องของดินแดนดังกล่าว ส่งผู้แทนเขาไปเยี่ยม และดูสิ่งจำเป็น ที่ต้องช่วยเหลือ ปาเลา เป็นดินแดนภาวะทรัสตีแห่งสุดท้าย แต่เดิมอยู่ในความดูแลของสหรัฐ ได้รับความสำเร็จ มีการปกครอง ของตนเองเมื่เดือนตุลาคม ปี 1994 ภายหลังการดำเนินงาน เกือบ 50 ปี คณะมนตรีฯ ได้หยุดการปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ และจะประชุมเฉพาะ เรื่องพิเศษในคราวจำเป็น

สหประชาชาติมิได้ดูแลเฉพาะในเรื่องดินแดนภาวะทรัสตีเท่านั้น แต่ยังดูแลประชาชนใน ดินแดนที่ยัง ไม่มีการปกครองตนเองอีกด้วย ดินแดนเหล่านี้ บางครั้งเรียกว่า อาณานิคม มีประเทศอื่นปกครองและตัดสินกิจกรรมต่างๆ ให้กัยดินแดนเหล่านั้น อย่างไรก็ตามเนื่องจาก คณะมนตรีภาวะทรัสตี ทำหน้าที่เฉพาะ การดูแลดินแดน ในภาวะทรัสตีเท่นั้น ดังนั้นในปี 1960 สมัชชาจึงรับรองคำประกาศขอร้องให้เร่งปลดปล่อยดินแดนอาณานิคมและ ประชาชนทั้งหมด ให้เป็น อิสระโดยเร็ว ดังนั้นในปีต่อมาจึงได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษเรื่องการ ปลดปล่อยอาณานิคม โดยประเทศซึ่งปกครอง ดูแลอาณานิคม เหล่านี้จะส่งรายงาน ประจำไปยังคณะกรรมาธิการพิเศษ เรื่องอาณานิคมถึงเรื่องสภาพของที่นั่น นับแต่ที่มีการรับรองคำประกาศ เป็นต้นมา มีอาณานิคมที่ได้รับการ ปล่อยเป็น อิสระประมาณ 60 แห่ง และทั้งหมดได้เข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ (to see more information about the Trusteeship Council)

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice)Click here to see the International Court of Justice, Netherlands

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินข้อตัดสินทางกฏหมาย เฉพาะประเทศเท่านั้น มิใช่บุคคล ที่จะนำเรื่องขึ้นสู่ศาลนี้ได้ เมื่อประเทศหนึ่งใด เห็นพ้องที่จะให้ศาลโลกดำเนินการ ประเทศนั้นจะต้องสัญญา ว่าจะปฏิบัติตามคำตัดสิน

ศาลดังกล่าวอยู่ที่ "กรุงเฮก" ประเทศเนเธอร์แลนด์ และมีสมัยประชุมถาวร มีผู้พิพากษา 15 คน ซึ่งเลือกโดย สมัชชาและคณะมนตรีความมั่นคง ผู้พิพากษา 2 คน จะมาจากประเทศเดียวกันไม่ได้ ในการตัดสินต้องได้รับ ความเห็นชอบจากผู้พิพากษา 9 คน

สำนักเลขาธิการ (Secretariat)

สำนักเลขธิการซึ่งมีเลขาธิการเป็นผู้นำเป็นที่ปฏิบัติงานประจำวันของคณะเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ

Click here to see Biography of Mr. Kofi A Annan

เลขาธิการเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากสมัชชาตามคำแนะนำ ของ คณะมนตรีความมั่นคง และเข้าดำรงตำแหน่ง วาระสมัย 5 ปี โดยทำหน้าที่ดูแลทุกสิ่งทุกอย่าง ในองค์การ ให้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น เลขาธิการได้รับมอบอำนาจทางการเมือง ประดุจผู้นำของ ประเทศสมาชิก คือ สามารถนำปัญหาใด ที่คิดว่าอาจเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของ โลกเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคง นอกจากนั้น ยังอาจเสนอเรื่อง เข้าสู่การ หารือในที่ประชุมสมัชชา หรือหน่วยงานอื่นของสหประชาชาติ บ่อยครั้งที่ เลขาธิการทำหน้าที่ประดุจ "กรรมการตัดสิน" ปัญหาขัดแย้ง ระหว่างประเทศสมาชิก บางครั้งอาจเป็นผลจากการไกล่เกลี่ย หรือตำแหน่งหน้าที่ ี่ในการแก้ไขปัญหา โดยมิต้องนำเรื่องเข้าสู่ คณะมนตรีความมั่นคงหรือสมัชชาแต่อย่างใด

นับแต่ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติเป็นต้นมา สหประชาชาติมีเลขาธิการแล้วถึง 7 ท่าน

1. ทริกวี ลี (นอร์เวย์) 1946-1952
2. ดั๊ก ฮัมมโชบด์ (สวีเดน) 1953-1961
3. อู ถั่น (เมียนมาร์ - เดิมที คือ พม่า) 1961-1971
4. เคิร์ต วอลด์ไฮม์ (ออสเตรีย) 1972-1981
5. ฮาเวียร์ เปเณซ เดอ เควยาร์ (เปรู) 1982-1991
6. บูโตรส บรูโตรส-กาลี (อียิปต์) 1992-1996
7. โคฟี อันนาน (กานา) 1997-2006

เลขาธิการมีผู้ช่วยเป็นคณะเจ้าหน้าที่ระหว่างประเทศ คณะเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นพลเรือน ระหว่างประเทศ เป็นผู้ทำงานให้กับสมาชิกทั้งหมด ดังนั้นจึงรับคำสั่งจากรัฐบาลต่างๆ และ จากเลขาธิการด้วย

เจ้าหน้าที่ของสำนักเลขาธิการจะรวบรวมและเตรียมข้อมูลปัญหาต่างๆ เพื่อคณะผู้แทน จักได้ศึกษา ข้อเท็จจริงและทำข้อเสนอแนะของตนขึ้น จากนั้น สำนักเลขาธิการ จึงช่วยให้มีการ ดำเนินการตามมติของสหประชาชาติ

ผู้ปฏิบัติงานในสำนักเลขาธิการ มีประมาณ 8,900 คน จากงบประมาณประจำ อยู่ในสำนักงานใหญ่กรุงนิวยอร์ค และกระจายอยู่ในสำนักงานสาขา ทั่วโลก ศูนย์ข้อมูลข่าวสารและในภาระกิจต่างๆ เจ้าหน้าที่ทั้งหมด รวมทั้งที่เป็น นักเศรษฐศาสตร์ บรรณาธิการ เจ้าหน้าที่ห้องสมุด เจ้าหน้าที่แปล และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง

สหประชาชาติใช้ภาษาอะไร

สหประชาชาติมิได้ใช้ภาษาเดียว แต่ใช้ถึง 6 ภาษา อะระบิค จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปน ภาษาทั้งหมดเป็นที่รู้จักในนามของภาษาทางการ แต่ภาษาการทำงาน คือ อังกฤษและฝรั่งเศส ข้อแตกต่างระหว่างภาษาทางการกับภาษาการทำงานนั้น คือว่า ผู้แทนอาจพูดในภาษาทางการ ภาษาหนึ่งภาษาใดได้ แต่คำพูดของเขาจะถูก แปลถ่ายทอดต่อเนื่องออกเป็นภาษาทางการต่างๆ เอกสารที่ผลิตออกมา อาจเป็นภาษาใช้งานของ แต่ละหน่วย แต่หากได้รับการขอร้อง อาจเป็น รูปภาษาทางการได้ บางคราว ผู้แทนอาจเลือกภาษาหนึ่งซึ่งมิใช่ภาษา ทางการ ในกรณีนั้น คณะผู้แทนจะต้องจัดให้มีการแปล หรือเอกสารที่เป็น ลายลักษณ์อักษรในภาษาทางการ ภาษาหนึ่ง ภาษาใดก็ได้

Click here to see the principal United Nations offices around the world.

Click here to search more information about the "UN special observances - ÇѹÊӤѭã¹Ãͺ»Õ¢Í§ÊË»ÃЪҪҵÔ"